วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทานตะวันบานที่ทุ่งแสลงพัน


1. การเดินทางของหนูลี

           วันพ่อแห่งชาติปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 5  ธันวาคม  สุดสัปดาห์นี้โรงเรียนจึงหยุดติดต่อกัน  3  วัน  ลีลานุชหรือหนูลีไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาว 1 วันคือ ในวันเสาร์   พอถึงวันอาทิตย์หนูลีจึงตามป้าดวงเทียนไปเที่ยวบ้านเพื่อนของป้าที่จังหวัดสระบุรี
 ป้าดวงเทียนและหนูลีตกลงกันว่า  จะนั่งรถตู้ไปจากบ้าน เพราะเดินทางไปด้วยกันเพียง 2 คนเท่านั้น

                 “เราควรจะช่วยกันประหยัดน้ำมันนะหนูลี  เราเดินทางไปกัน 2 คน ถ้าเราขับรถไปเอง  เราก็จะต้องใช้น้ำมันรถในปริมาณใกล้เคียงกับที่รถตู้ใช้ไป แต่รถตู้นั่งไปกันได้หลายคนกว่า ค่ารถตู้ยังถูกกว่าเราขับรถไปเองอีกด้วย” 


 ป้ากับหลานออกเดินทางจากบ้านในจังหวัดปทุมธานีในตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์  ทั้งสองคนไม่ได้ไปขึ้นรถตู้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นทาง  แต่ไปขึ้นรถตู้ที่ท่ารถหน้าศูนย์การค้าฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต เมื่อเวลา  06.30 น. จังหวัดสระบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1  (ถนนพหลโยธิน) เป็นระยะทาง 108 กิโลเมตร  แต่ห่างจากท่ารถที่หนูลีกับป้าดวงเทียนไปขึ้นรถตู้เพียง 75 กิโลเมตรเท่านั้น  ป้าบอกกับหนูลีว่า  จะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

รถตู้วิ่งจากรังสิต จังหวัดปทุมธานี  ผ่านอำเภอวังน้อย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นจึงเข้าเขตจังหวัดสระบุรีที่อำเภอหนองแค  ระหว่างทางหนูลีสังเกตเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีข้อความบนป้ายว่า  “ทานตะวันบานแล้วที่สระบุรี”  ติดอยู่ข้างทางเป็นระยะ ๆ 

 หลังจากอ่านข้อความในป้ายแล้ว หนูลีสงสัยจึงถามป้าดวงเทียนว่า 

                      “ป้าเทียนคะ ไม่เห็นมีรายละเอียดบอกไว้ในป้ายเลยว่า เราจะไปชมดอกทานตะวันบานได้ที่ไหนบ้าง”

ป้าดวงเทียนอ่านป้ายแล้วเห็นด้วยกับที่หนูลีบอกมา  ป้ามีข้อสังเกตว่า         ป้ายนี้อาจทำขึ้นสำหรับชาวสระบุรีโดยเฉพาะ  พวกเขาคงรู้กันแล้วว่า จะไปดูดอกทานตะวันได้ที่ไหนบ้าง  แต่ป้าก็อธิบายกับหนูลีเพิ่มเติมว่า

             “แต่หลักการให้ข้อมูลที่ดีนั้น ควรจะบอกให้ครบว่า  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน เมื่อไร  และอย่างไร หนูลีจำไว้นะคะ  ”


2. ยามเช้าที่ทุ่งแสลงพัน


           หลังจากนั่งรถมาได้ 1  ชั่วโมง รถก็มาถึงจังหวัดสระบุรี ป้าออนเพื่อนของป้าดวงเทียนขับรถยนต์ส่วนตัวมารอรับสองคนป้าหลานที่ท่าจอดรถตู้ข้างสถานีรถไฟ
          ทั้งสามคนตกลงกันว่าจะไปดูดอกทานตะวันบานที่ทุ่งแสลงพัน  เป็นแห่งแรก เนื่องจากในช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่ทุ่งทานตะวันสวยที่สุด  เพราะดอกทานตะวันจะหงายหน้าขึ้นชูช่อดอกรับแสงอาทิตย์  ส่วนช่วงบ่ายดอกทานตะวันจะค่อย ๆ คออ่อนพับตกไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ทุกวัน 
           ไร่ทานตะวันที่ทุ่งแสลงพันอยู่ห่างจากวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยไปทางอำเภอวังม่วง  ประมาณ  24  กิโลเมตร เมื่อเข้าเขตตำบลทุ่งแสลงพัน  หนูลีลาก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับไร่ดอกทานตะวัน      สีเหลืองทอง  ที่บานสะพรั่งอยู่เต็มท้องทุ่งไปหมด

 3. ตำนานดอกทานตะวัน
           ป้าออนถามหนูลีว่า
           “หนูลีอยากฟังตำนานดอกทานตะวันไหมคะ  ถ้าอยากฟัง เดี๋ยวป้าออนจะเล่าให้หนูฟังนะ”

         หนูลีทำตาโตด้วยความตื่นเต้นว่า
        “อยากฟังค่ะ  หนูลีเคยฟังแต่ตำนานดอกกุหลาบที่ป้าดวงเทียนเล่าให้ฟัง
แต่หนูลียังไม่เคยฟังตำนานดอกทานตะวันมาก่อนเลยค่ะ”
          ป้าออนเริ่มเล่าว่า  เนื่องจากดอกทานตะวันนั้นเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา และชาวญี่ปุ่นนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ดังนั้น ตำนานดอกทานตะวันจึงเป็นตำนานของชาวตะวันตก หรือที่เราเรียกกันว่า พวกฝรั่งนั่นเอง   กำเนิดของตำนานดอกทานตะวันคือ เทพนิยายกรีก  ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยโบราณก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก

                “ ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีนางไม้ตนหนึ่ง  มีรูปร่างหน้าตาสวยงามมาก  นางมีชื่อว่า
นางไคลตี (Clytie)  นางเฝ้าหลงรักเทพแห่งดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นเทวดาหนุ่มรูปงาม มีชื่อว่า  เทพอพอลโล  นางได้แต่เฝ้ามองเทพอพอลโลอยู่ทุกวัน และหวังว่า พระองค์  จะหันมาสนใจนางบ้าง 



              แต่เทพอพอลโลซึ่งมีภรรยาอยู่แล้วก็ไม่ได้สนใจนางเลย  นางเสียใจมากและเพื่อที่จะได้มีโอกาสติดตามเทพอพอลโลไปตลอดทุกหนทุกแห่ง   นางจึงอธิษฐาน ขอให้นางได้กลายมาเป็นดอกไม้ดอกที่จะบานเมื่อได้รับแสงอาทิตย์เท่านั้น  
             เมื่อจบสิ้นคำอธิษฐานผมสีทองของนางไคลตีก็กลายมาเป็นกลีบดอกสีเหลืองของทานตะวันและใบหน้าของนางกลายเป็นดอกทานตะวันไปในทันที

                    “เพราะอย่างนี้ ดอกทานตะวันจึงหันหน้าไปหาดวงอาทิตย์ทุกครั้ง  และจะคอพับและเริ่มเฉาเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปใกล้ตกดิน  จากนั้นจะชูช่อขึ้นอีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น”
                   “เราถึงต้องมาดูดอกทานตะวันกันตั้งแต่เช้านะหนูลี  เพราะตอนบ่ายดอกทานตะวันจะไม่สวยเท่าตอนเช้า” ป้าดวงเทียนสรุป