1. การเดินทางของหนูลี
วันพ่อแห่งชาติปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม สุดสัปดาห์นี้โรงเรียนจึงหยุดติดต่อกัน 3 วัน ลีลานุชหรือหนูลีไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาว 1 วันคือ ในวันเสาร์ พอถึงวันอาทิตย์หนูลีจึงตามป้าดวงเทียนไปเที่ยวบ้านเพื่อนของป้าที่จังหวัดสระบุรี
ป้าดวงเทียนและหนูลีตกลงกันว่า จะนั่งรถตู้ไปจากบ้าน เพราะเดินทางไปด้วยกันเพียง 2 คนเท่านั้น
“เราควรจะช่วยกันประหยัดน้ำมันนะหนูลี เราเดินทางไปกัน 2 คน ถ้าเราขับรถไปเอง เราก็จะต้องใช้น้ำมันรถในปริมาณใกล้เคียงกับที่รถตู้ใช้ไป แต่รถตู้นั่งไปกันได้หลายคนกว่า ค่ารถตู้ยังถูกกว่าเราขับรถไปเองอีกด้วย”
รถตู้วิ่งจากรังสิต จังหวัดปทุมธานี ผ่านอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นจึงเข้าเขตจังหวัดสระบุรีที่อำเภอหนองแค ระหว่างทางหนูลีสังเกตเห็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่มีข้อความบนป้ายว่า “ทานตะวันบานแล้วที่สระบุรี” ติดอยู่ข้างทางเป็นระยะ ๆ
“ป้าเทียนคะ ไม่เห็นมีรายละเอียดบอกไว้ในป้ายเลยว่า เราจะไปชมดอกทานตะวันบานได้ที่ไหนบ้าง”
ป้าดวงเทียนอ่านป้ายแล้วเห็นด้วยกับที่หนูลีบอกมา ป้ามีข้อสังเกตว่า ป้ายนี้อาจทำขึ้นสำหรับชาวสระบุรีโดยเฉพาะ พวกเขาคงรู้กันแล้วว่า จะไปดูดอกทานตะวันได้ที่ไหนบ้าง แต่ป้าก็อธิบายกับหนูลีเพิ่มเติมว่า
“แต่หลักการให้ข้อมูลที่ดีนั้น ควรจะบอกให้ครบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร หนูลีจำไว้นะคะ ”
2. ยามเช้าที่ทุ่งแสลงพัน
หลังจากนั่งรถมาได้ 1 ชั่วโมง รถก็มาถึงจังหวัดสระบุรี ป้าออนเพื่อนของป้าดวงเทียนขับรถยนต์ส่วนตัวมารอรับสองคนป้าหลานที่ท่าจอดรถตู้ข้างสถานีรถไฟ
ทั้งสามคนตกลงกันว่าจะไปดูดอกทานตะวันบานที่ทุ่งแสลงพัน เป็นแห่งแรก เนื่องจากในช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่ทุ่งทานตะวันสวยที่สุด เพราะดอกทานตะวันจะหงายหน้าขึ้นชูช่อดอกรับแสงอาทิตย์ ส่วนช่วงบ่ายดอกทานตะวันจะค่อย ๆ คออ่อนพับตกไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ทุกวัน
ไร่ทานตะวันที่ทุ่งแสลงพันอยู่ห่างจากวนอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อยไปทางอำเภอวังม่วง ประมาณ 24 กิโลเมตร เมื่อเข้าเขตตำบลทุ่งแสลงพัน หนูลีลาก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับไร่ดอกทานตะวัน สีเหลืองทอง ที่บานสะพรั่งอยู่เต็มท้องทุ่งไปหมด
ป้าออนถามหนูลีว่า
“หนูลีอยากฟังตำนานดอกทานตะวันไหมคะ ถ้าอยากฟัง เดี๋ยวป้าออนจะเล่าให้หนูฟังนะ”
หนูลีทำตาโตด้วยความตื่นเต้นว่า
“อยากฟังค่ะ หนูลีเคยฟังแต่ตำนานดอกกุหลาบที่ป้าดวงเทียนเล่าให้ฟัง
แต่หนูลียังไม่เคยฟังตำนานดอกทานตะวันมาก่อนเลยค่ะ”
ป้าออนเริ่มเล่าว่า เนื่องจากดอกทานตะวันนั้นเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกา และชาวญี่ปุ่นนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังนั้น ตำนานดอกทานตะวันจึงเป็นตำนานของชาวตะวันตก หรือที่เราเรียกกันว่า พวกฝรั่งนั่นเอง กำเนิดของตำนานดอกทานตะวันคือ เทพนิยายกรีก ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยโบราณก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก
“ ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีนางไม้ตนหนึ่ง มีรูปร่างหน้าตาสวยงามมาก นางมีชื่อว่า
นางไคลตี (Clytie) นางเฝ้าหลงรักเทพแห่งดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นเทวดาหนุ่มรูปงาม มีชื่อว่า เทพอพอลโล นางได้แต่เฝ้ามองเทพอพอลโลอยู่ทุกวัน และหวังว่า พระองค์ จะหันมาสนใจนางบ้าง
แต่เทพอพอลโลซึ่งมีภรรยาอยู่แล้วก็ไม่ได้สนใจนางเลย นางเสียใจมากและเพื่อที่จะได้มีโอกาสติดตามเทพอพอลโลไปตลอดทุกหนทุกแห่ง นางจึงอธิษฐาน ขอให้นางได้กลายมาเป็นดอกไม้ดอกที่จะบานเมื่อได้รับแสงอาทิตย์เท่านั้น
เมื่อจบสิ้นคำอธิษฐานผมสีทองของนางไคลตีก็กลายมาเป็นกลีบดอกสีเหลืองของทานตะวันและใบหน้าของนางกลายเป็นดอกทานตะวันไปในทันที
“เพราะอย่างนี้ ดอกทานตะวันจึงหันหน้าไปหาดวงอาทิตย์ทุกครั้ง และจะคอพับและเริ่มเฉาเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปใกล้ตกดิน จากนั้นจะชูช่อขึ้นอีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์กลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น”
“เราถึงต้องมาดูดอกทานตะวันกันตั้งแต่เช้านะหนูลี เพราะตอนบ่ายดอกทานตะวันจะไม่สวยเท่าตอนเช้า” ป้าดวงเทียนสรุป






